เลือกหน้า

การมีเว็บไซต์เหมือนการมีหน้าร้านบนออนไลน์ถือเป็นข้อได้เปรียบคู่แข่ง!
แต่ก็เปล่าประโยชน์ ถ้าไม่มีใครเห็น หรือรู้จักหน้าร้านออนไลน์ของเรา 

ในยุคที่การแข่งขันการทำการตลาดออนไลน์อย่างดุเดือด ไม่ว่าจะเข้าออนไลน์แพลตฟอร์มไหนเราก็มักเห็นโฆษณาปรากฏอยู่เต็มไปหมด เนื่องจากแต่ละธุรกิจต่างต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของตนเองให้ได้มากที่สุด และแน่นอนว่าเครื่องมือการทำการตลาดออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจเราอย่างมีประสิทธิภาพอีกหนึ่งช่องทางคือ Google Ads หรือโฆษณากูเกิ้ล เครื่องมือนี้คืออะไร สามารถช่วยธุรกิจเราได้ยังไงบ้าง ทำไมคนที่มีเว็บไซต์มักจะใช้เครื่องมือนี้ มีรูปแบบใดบ้าง มีข้อดี ข้อเสียยังไง ไปหาคำตอบในบทความนี้พร้อมๆกันเลย

Google Ads / Google AdWords คืออะไร?

Google Ads หรือ Google AdWords คือ เครื่องมือเพื่อใช้ทำการโฆษณาออนไลน์ที่จะช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ได้มากยิ่งขึ้นบนเครือข่ายของ Google ซึ่งเป็นเครื่องมือการค้นหา (Search Engine) อันดับหนึ่งของโลกที่คนไทยกว่า 99% ใช้ในการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ  โดยสถิติการเข้าใช้ Google เพื่อค้นหาข้อมูลในประเทศไทยต่อเดือนมีจำนวนสูงถึง 8 ร้อยล้านครั้งต่อเดือน (อ้างอิงจากข้อมูลสถิติ HootSuite Digital Marketing 2020 – https://datareportal.com/reports/digital-2020-thailand?rq=DIGITAL%202020%3A%20THAILAND) ทำให้ Google กลายเป็นตลาดออนไลน์ขนาดใหญ่ และเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการการเพิ่มยอดขายให้กับหลาย ๆ ธุรกิจผ่านการทำ Google Ads

ทำไมต้องใช้ Google Ads ?

Google Ads ช่วยให้เราเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ กลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา ช่วยสร้างโอกาสให้ผู้คนรู้จักธุรกิจของเรา ผ่านทาง Google ได้ ถึงแม้ว่าคนเหล่านั้นไม่เคยรู้จักธุรกิจ หรือสินค้า การบริการของเรามาก่อน ซึ่ง Google Ads  ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจของเราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นส่วนสำคัญสำหรับธุรกิจที่มุ่งเน้นผลกำไรและยอดขาย 

นอกจากนี้เรายังสามารถ

  • กำหนดงบประมาณประจำวันได้
  • กำหนดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน เช่น ประเทศ ภาษา เมือง ระยะรัศมีเป็นวงกลมจากตำแหน่งที่ต้องการ
  • กำหนดกลุ่มเป้าหมาย เพศ อายุ และ ความสนใจ
  • กำหนดคำค้นหาที่สอดคล้องกับธุรกิจ หรือ บริการของคุณ และ อื่นๆ อีกมากมาย

ซึ่งโฆษณาจะปรากฏอยู่บน Google และเครือข่ายเว็บไซต์อย่างรวดเร็ว ทำให้ตอบโจทย์รูปแบบของการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันที่ต้องรวดเร็ว และเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของผู้บริโภค

รูปแบบ Google Ads มีแบบไหนบ้าง?

รูปแบบบริการทำโฆษณาบน Google มีดังนี้

  1. Search (Google Search)

    Search Ads หรือ Paid Search คือ โฆษณารูปแบบการค้นหา สำหรับการทำโฆษณาบน Google ในรูปแบบนี้จะต้องมีการซื้อคีย์เวิร์ดที่เราต้องการ เมื่อมีคนค้นหาผ่าน Google เข้ามาตามคีย์เวิร์ดที่เราซื้อไป โฆษณาก็จะไปปรากฏลิงก์เว็บไซต์ของเราอยู่บนหน้าแรกของการค้นหาใน Google ทันที ซึ่งโฆษณารูปแบบนี้มีคุณภาพสูง และช่วยให้ปิดการขายได้ง่าย ยิ่งถ้าเลือกคีย์เวิร์ดได้ตรงจุดมากเท่าไหร่ ก็จะช่วยปิดการขายได้ง่ายขึ้น

  2. Display (Google Display Network หรือ GDN)

    Google Display Ads (GDN) คือโฆษณาที่แสดงผลในรูปแบบของแบนเนอร์รูปภาพและตัวหนังสือ (Text Ads) โดย Google จะส่งแบนเนอร์ไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ที่พาร์ทเนอร์กับ Google และเป็นหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเรา ตัวอย่างเว็บไซต์พาร์ทเนอร์ในไทย เช่น  sanook.com, kapook.com, matichon.co.th, khaosod.com ฯลฯ และยังแสดงผลใน youtube.com อีกด้วย 

การทำโฆษณารูปแบบนี้มีโอกาสที่ผู้คนจะเห็นโฆษณาได้มากขึ้น เพราะมีการกระจายโฆษณาไปยังเว็บไซต์อื่นๆ ทำให้เป็นการทำ Google Ads อีกรูปแบบที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

  1. Shopping

    Google Shopping Ads คือโฆษณาที่แสดงผลในหน้าการค้นหา Search Engine เช่นกัน โดยจะมีลักษณะแสดงเป็นการ์ดรายการสินค้า สามารถใส่รูปภาพพร้อมรายละเอียดของสินค้าลงไปได้เลย โฆษณาชนิดนี้จะเน้นการโชว์สินค้าพร้อมราคาจากหน้า Search ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายได้มากขึ้น เพราะผู้ซื้อจะเห็นภาพสินค้ากับราคาทันที โดยไม่จำเป็นต้องกดเข้าไปยังเว็บไซต์ 

การทำโฆษณาในรูปแบบนี้ไม่จำเป็นต้องคัดเลือกคีย์เวิร์ดเหมือนโฆษณาในรูปแบบ Search Ads แต่ Google จะเก็บข้อมูลในหน้าสินค้านั้น ๆ แล้วเอาไปประมวลผลว่า สินค้าหรือบริการของเราตรงกับคีย์เวิร์ดอะไร หรือลูกค้าเสิร์ชคำว่าอะไรเห็นสินค้าของเรา

นอกจากนี้ผู้ค้นหาจะไม่ได้เห็นสินค้าจากเว็บไซต์เดียวแต่จะมีเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีสินค้าแบบเดียวกัน หรือคล้ายกันพร้อมราคาไว้ให้เปรียบเทียบและทำการตัดสินใจเลือกซื้ออีกด้วย

  1. Video (YouTube)

    YouTube Ads คือโฆษณาในรูปแบบวิดีโอที่จะปรากฎในขณะที่ผู้ใช้งานกำลังรับชมวิดีโอบน YouTube ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าจะให้โฆษณาของเราไปแสดงผลที่ไหน เช่น คลิปที่มียอดการรับชมสู งๆ และคาดว่ากลุ่มเป้าหมายเราน่าจะดูคลิปนี้แน่นอน หรือยิงไปหา Channel ที่กลุ่มเป้าหมายของเราติดตาม เพื่อสร้างการรับรู้ (awareness) ให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเราให้มากที่สุด โดย Youtube Ads ก็จะแบ่งเป็นโฆษณาย่อย ๆ อีกหลายรูปแบบ ทั้งรูปแบบกดข้ามได้และกดข้ามไม่ได้
  1. Mobile App Ads

    การทำงานของ Mobile Apps Ads คือ การนำแบนเนอร์ หรือวิดีโอโฆษณาไปแสดงผลขณะใช้แอปพลิเคชั่นอยู่ โดยแอปพลิเคชั่นนั้นๆ ต้องอยู่ในเครือข่าย Google Partner ด้วย และสามารถเปิดให้โฆษณา Google ไปแสดงผลได้ เช่น การเล่นเกมฟรี หากเราต้องการไอเทมพิเศษเพิ่ม จะต้องกดดูโฆษณาก่อน เป็นต้น ซึ่งข้อดีของการทำโฆษณารูปแบบนี้คือผู้ใช้งานสามารถกดที่โฆษณา และติดตั้งแอปฯ ได้ทันที

  2. ReMarketing

การ Remarketing คือ การนำโฆษณาไปแสดงซ้ำๆ ให้กับผู้ที่เคยคลิกเข้าเว็บ คลิกดูสินค้า หรือการคลิกผ่านโฆษณา หรือเป็นการเอาโฆษณาไปตามติดกลุ่มเป้าหมายในทุก ๆ ที่ และกระตุ้นให้เขารับรู้ถึงสินค้าหรือบริการของเราอยู่เสมอ  ซึ่งถ้าหากกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้เหล่านี้ยังไม่ซื้อสินค้า การรีมาร์เกตติ้งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นกลับมาซื้อสินค้าของเราได้มากขึ้น 

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับกระเป๋าแบรนด์ A แล้วมีโฆษณาของร้านค้าหนึ่งปรากฎขึ้นมา ลูกค้าจึงกดเข้าไปดู แต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ จึงไปดูเว็บไซต์อื่น ๆ เพื่อเปรียบเทียบราคา แต่ปรากฎว่าแบนเนอร์โฆษณาจากร้านก่อนหน้ามาปรากฏบนเว็บไซต์ที่กำลังดูอยู่ แล้วหลังจากนั้นแบนเนอร์โฆษณาตัวนั้นก็ปรากฏขึ้นอีกซ้ำ ๆ จนสุดท้ายลูกค้าก็กดสั่งซื้อกระเป๋า และกลายเป็นลูกค้าของร้านนั้นในที่สุด

Google Ads ราคาเท่าไหร่?

Google Ads จะใช้วิธีการประมูลคีย์เวิร์ดในการซื้อโฆษณา ผู้ที่ให้ราคาสูงสุดจะได้สิทธิในการโฆษณาก่อน โดยจะมีการคิดค่าโฆษณาตามยอดคลิก (Cost-Per-Click – CPC) ราคาต่อคลิกจะขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ดที่เราซื้อว่ามีการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน โดยจะมีการคิดค่าบริการเมื่อมีคนคลิกที่โฆษณา และเข้ามายังเว็บไซต์ของเราแล้วเท่านั้น การโฆษณาแบบนี้ทำให้เราสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาออนไลน์และกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ตรงจุด 

ข้อดี ข้อเสียของ Google Ads  มีอะไรบ้าง?

ข้อดีของ Google Ads

  • ใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานเพียงไม่กี่นาที ก็สามารถทำการโฆษณาเว็บไซต์ของเราได้แล้ว 
  • สามารถเลือก Keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราได้ไม่จำกัด 
  • สามารถกำหนด Title Description ของโฆษณาได้ 
  • กำหนดตำแหน่งโฆษณาได้แน่นอน แต่ก็ขึ้นอยู่กับราคา Bid ของแต่ละ Keyword เช่นกัน
  • กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้
  • จ่ายค่าโฆษณาให้กับทาง Google เมื่อมีคนคลิกโฆษณา
  • วัดผลได้แน่นอน เช่น มีคนเข้าชมเว็บไซต์กี่คน คนคลิกโฆษณาช่วงเวลาไหนมากที่สุด
  • เว็บไซต์เป็นที่รู้จักมากขึ้น และได้ลูกค้าที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย 

ข้อเสียของ Google Ads

  • มีคู่แข่งเยอะ การแข่งขันสูง
  • ราคาของKeywords มักไม่ค่อยแน่นอนมีการขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา เพราะมีการแข่งขันที่สูงมาก
  • เสียค่าบริการให้กับ Google ตามจำนวนการคลิกของผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ของเรา โดยลูกค้านั้นจะสั่งซื้อหรือใช้บริการของเราหรือไม่ก็ตาม 

การทำการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันมีการแข่งขันค่อนข้างดุเดือด การมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองถือว่าเป็นข้อได้เปรียบคู่แข่งที่ยังไม่มีเว็บไซต์ เพราะการมีเว็บไซต์เหมือนการมีหน้าร้านบนออนไลน์ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาแวะชมสินค้าและบริการของเราได้ตลอดเวลา จึงต้องมีการปรับปรุงหน้าเว็บไซต์ให้สวยงาม น่าเชื่อถือ ใช้งานง่ายอยู่เสมอ

เมื่อมีเว็บไซต์แล้วจะต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนการทำการตลาดออนไลน์สำหรับเว็บไซต์เป็นอย่างมาก เพราะถ้ามีเว็บไซต์ หรือหน้าร้านออนไลน์ แต่ไม่มีลูกค้าเห็น ลูกค้าไม่รู้จัก ก็ส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจด้วยเช่นกัน ดังนั้น Google Ads จึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้า และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระตุ้นการซื้อ และยอดขายพุ่ง แบบฉุดไม่อยู่แน่นอน!

จัดการธุรกิจคุณให้เติบโตในยุคออนไลน์ ติดต่อเรา !

➤ LINE : @unicornhouse (อย่าลืมใส่ @ ข้างหน้า)

➤ หรือคลิกลิงค์นี้ >> https://bit.ly/3gPuL71

➤ Tel : 02-077-0323

➤ https://unicornhouse.me/